เสียง นาฬิกาปลุกยังไม่ทันดัง เราก็รู้สึกตัวกันก่อน เรียกว่าไม่ได้หลับเลยจะดีกว่า จะเป็นเพราะอะไรไม่แน่ใจ เราทุกคนพูดเหมือนๆกันว่านอนไม่หลับ ซึ่งเราก็เป็นเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะตื่นเต้นด้วย   ประกอบกับเตียงที่พักเป็น 2 ชั้น และโครงร่างเป็นเหล็ก พอขยับตัวเสียงก็ดังเอี๊ยดอ๊าด ๆ ไปทั้งห้อง สรุปว่าพวกเราไม่ค่อยได้นอนกันในคืนนี้ 

 

เราลุกขึ้นมาเตรียมตัวกันประมาณตี 1 ครึ่ง ล้างหน้าล้างตา ลงไปทานอาหารมื้อก่อนเดินทาง เสริมสร้างพลังงานไว้ก่อน... รอบนี้ฝนแบกมาม่าขึ้นเขามาด้วย ช่วยชีวิตไปได้เยอะ

เช้าวันนี้ Lee นัดเราออกเดินทางตอนตี 2 ครึ่ง แต่กว่าเราจะเตรียมตัวเสร็จพร้อมเดินทางเวาลาก็ล่วงเข้าตี 3 เราเตรียมความพร้อม ในกระเป๋ามีขนม ช๊อกโกแลต น้ำดื่ม กล้องถ่ายรูป ของใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็น มือถือไม้เท้า บนหัวมีไฟฉายพร้อมเดินทาง ก่อนออกเดิน Lee อธิบายเส้นทางของวันนี้ให้เรฟังก่อนว่าเราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง สรุปรวมๆเท่าที่จับใจความได้ ได้ความว่า เช้านี้เราต้องเดินประมาณ 2 กิโลกับอีก 700 เมตร เพื่อไปถึงบนยอดเขาคินาบาลู

 

เราจะเริ่มเดินกันตอนตี 3 และคาดว่าน่าจะไปถึงประมาณ 6 โมงเช้า เป็นเวลาที่กำลังดี คนไม่เยอะเกินไป. ในช่วง 700 เมตรแรกของการเดิน เราต้องเดินขึ้นเขาก่อน และหลังจากนั้นเราจะต้องปีนหน้าผาขึ้นไปอีก2 กิโล ฟังพอให้หึกเหิมพร้อมที่จะออกลุยต่อไปข้างหน้า เราก็ตั้งขบวนถ่ายรูปก่อนออกเดินทาง จัดแต่งองค์ทรงเครื่องสร้างแรงันดานใจอีกเล็กน้อย ขยับไฟฉายบนหัวให้เข้าที่และออกเริ่มเดิน

 

ช่วงแรก ของการเดิน 700 เมตร เส้นทางส่วนมากเป็นบันไดให้ย่ำกันได้ไม่ยาก แต่บางจุดก็ชันจนเกือบท้อ เช้าวันนี้ ฝน เพื่อนร่วมคณะ หมดแรงตั้งแต่ต้นทาง อาจเพราะเมื่อคืนนอนไม่หลับ ไม่ค่อยได้พัก ประกอบกับความอ่อนล้าตั้งแต่เมื่อวาน และที่สำคัญคือความไม่ฟิตของร่างกาย ทำให้ฝนเดินได้ช้าม๊ากกกก. ถึงมากที่สุด เดินสิบก้าว พักห้านาทีเห็นจะได้ เราเดินตามคอยลุ้นไปตลอดทาง เวลาเอาไฟฉายส่องไปที่หน้าฝนแล้วก็ใจหาย นี่มันกระดาษนี่หน่า สีงี้ ซีดเชียว  อาการเหมือนจะไหว และเหมือนจะไม่ไหว บ่นเวียนหัว คลื่นไส้ เราคอยถามฝนอยู่เรื่อยๆ ว่าไหวป่ะ... นี่ยังไม่ถึง 500 เมตรเลยนะ ข้างหน้าเป็นยังไงก็ไม่รู้ แต่ด้วยใจสู้ ฝนบอกไหว ไหว แล้วค่อยๆ ก้าวต่อไป... เดินแบบขยับๆ หยุดๆ หนุ่มๆ อีก 3 คน เดินล่วงหน้าไปก่อน เพราะไม่อยากกดดันคนป่วย ผ่านไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง เรายังไปไม่ถึง 700 เมตรแรก เราหันไปถาม Lee ว่า เราเป็นกลุ่มสุดท้ายแล้วรึยัง... Lee ยิ้มแห้งๆ บอกว่า “คิดว่าใช่นะ”... เราถามต่อว่า คิดว่าเราจะถึงยอดเขากี่โมง... (ตอนเริ่มเดิน Lee บอกเราว่า 6 โมงเช้า) Lee ยิ้มแห้งๆอีกครั้งบอกวกลับมาว่า “ถ้าเราเดินแบบนี้ คิดว่าสัก 9.00 โมงนะ”   ประโยคนี้ติดตรึงใจเรามาก ใจเริ่มคิดว่า คงไม่ได้ไปถึงแน่ๆ เพราะดูอาการฝนแล้ว ท่าจะลำบากอยู่

 

เราค่อยๆ ย่องๆ  จนกระทั่งถึงจุด 700 เมตรที่จะต้องเป็นจุดเปลี่ยนจากการเดินขึ้นเขา เป็นปีนขึ้นหน้าผาหิน เราแหงนหน้าส่องไฟขึ้นไปมองเชือกที่พาดไปบนหน้าผาแล้วตกใจเล็กน้อย... เอร๊ย... นี่มันเป็นทางที่คนเดินขึ้นไปได้จริงๆเหรอ มันมืดมากเลยนะ แล้วตั้งชันซะขนาดนี้ ถ้ามือปล่อยออกจากเชือกขึ้นมา มีหวังตกลงไปแน่นอน เราหันกลับมามองหน้าฝน ที่หยุดเดินพักอยู่ไกลๆ  คงยังไม่เห็นทางข้างหน้า ยืนลังเลอยู่สักพัก แล้วคิดว่าจะไปยังไงต่อ ปีนขึ้นไปแน่เหรอ สักพัก Lee กับฝน เดินตามมา ฝนมองไปเส้นทางข้างหน้า แล้วเงียบๆไป เราหันไปถาม Lee ว่า เราต้องขึ้นไปตรงนี้ใช่มั๊ย  Lee ยืนยันว่า “ใช่” เรามองแล้วไม่เห็นทางที่จะปีนขึ้นไปพร้อมกันสามคน เลยถาม Lee ว่าเราขึ้นไปก่อนได้มั๊ย Lee ตอบแบบชิวๆ ว่า “YES” เราหันไปมองทางด้านหน้าเล็กน้อย แล้วฮึด.. เอาว่ะ ลองดู แล้วเก็บไม้เท้าลงกระเป๋า มือจับเชือกให้มั่น เริ่มลองไต่ตามเชือกขึ้นไป

อารมณ์แรกของการเริ่มต้น รู้สึกกลัวนิดๆ เพราะลมแรง มือจับเชือกอย่างแน่น เพราะกลัวตก ไม่พยายามหันไปมองข้างล่าง เพราะไม่รู้ว่าต้องเห็นอะไรบ้าง.. บรรยากาศมืดมาก  รู้สึกเวิ้งว้าง มีแต่เรากับเชือก และแรงที่ต้องดึงตัวเองให้ขึ้นไปจนถึงจุดที่พอจะวางเท้าและพักได้

 

หลังจากดึงตัวเองขึ้นมาจนถึงจุดที่พอจะพักได้ เราไม่กล้าหันกลับไปมอง ลมพัดแรงมาก เหนื่อย หอบ แต่หนาว นึกย้อนกลับไปถึงฝน ... เอร๊ย เรายังเหนื่อยขนาดนี้ แล้วไอ้ฝนจะไหวมั๊ยเนี่ย.. แล้วมันชัน ลมแรงขนาดนี้ Lee ก็ช่าง ชิว ปล่อยให้ขึ้นมาได้ไงเนี่ย ยังพักได้ไม่เท่าไหร่ ก็เห็นแสงไฟย้อนสวนทางลงมา.. มีนักท่องเที่ยวที่ปีนขึ้นไปแล้ว 2 คน ไต่หน้าผาสวนทางลงมาหาเรา เรายอมรับว่าตอนนั้นใจเริ่มเสีย ทางข้างหน้าเป็นยังไงนะ ทำไมเค้าต้องย้อนกลับมา... จะถามก็ไม่กล้า เลยได้แต่ยิ้ม บอกทั้งสองไปว่า Good Luck ... และได้รับคำตอบเดียวกันจากเพื่อนร่วมสวนทางทั้งสอง

 

กำลังจะไต่ต่อ ได้ยินเสียงหุ้นหูแว่วๆ จากด้านบน เป็นเสียงผู้ชาย คุยกัน สำเนียงใต้คุ้นๆ เห็นแสงจากไฟฉายอยู่ไม่ไกลนัก เรารีบปีนๆๆๆ ขึ้นไป หาคนด้านบน เพราะบรรยากาศรอบข้างมืดๆ น่ากลัว อยากเจอคนเป็นที่สุด

เดินขึ้นไปเจอต้นเสียงก็ไม่ผิดหวังจริงๆ หนุ่มๆร่วมทริปนั่งหอบๆอยู่เหมือนรอ ดีใจแทบกระโดดกอด แต่ไม่มีแรง เลยทักทายกันพอให้หายเหนื่อยก็เริ่มออกเดินต่อ เดินๆ รอ รอ กันไปสักระยะ ก็เริ่มเดินแซงหนุ่มๆ นำหน้าออกไปก่อน เพราะอยากไปให้ถึงยอดเขา

 

เดินไปจนถึงจุด Check Point ระหว่างทาง ต้องใช้บัตรห้อยคอลงชื่อว่าถึงแล้วจะเดินต่อไป เส้นทางหลังจุด Check Point เป็นหินล้วนๆ และเป็นทางที่เริ่มชันขึ้นไปเรื่อยๆ โคตาคินาบาลูเป็นเขาที่ขี้โกหกมาก ชอบมีทางชันๆ สูงๆ ให้เรามองเห็นเป็นยอดเขา แต่พอเราเดินไปถึง ก็จะมองเห็นเขาสูงๆ ก้อนถัดไป

 

เราโดนหลอกอยู่แบบนั้นอยู่หลายรอบ จนเลิกคิดไปแล้วว่า เมื่อไหร่จะถึงสักที จนประมาณ กม.8 เห็นผาชัน และมีป้ายโผล่อยู่ เรารีบไต่ตามเชือกขึ้นไปทันที เอาล่ะ กม.8 แล้ว เส้นชัยอยู่ข้างหน้า....

 

และแล้วก็เหมือนเดิม Mr.Kinabalu หลอกกันอีกแล้ว กม.8 เป็นลานกว้างหน่อย เหมาะกับการถ่ายรูปให้เห็นปลายแหลมๆ ที่เป็นวิวถ่ายรูปสวยๆ ให้เห็นอย่างชัดเจน คนที่เดินขึ้นถึงยอดเขาแล้วก็เริ่มทยอยเดินลงมา และแวะถ่ายรูปที่ตรงนี้ เราถามคนที่เดินสวนทางลงมา ถามถึงเป้าหมายข้างหน้า เขาบอกว่า ยังต้องเดินขึ้นไปอีกประมาณ 700 เมตร โอย แย่แล้วเรา พระอาทิตย์ขึ้นสูงขึ้นทุกที คนอื่นเริ่มลงมาแล้ว แล้วเราจะไหวเหรอ หรือจะพอตรงนี้ดี คิดแล้วก็นอนแผ่ลงไปบนพื้น

 

ช่วงที่กำลังลังเล ว่าจะเดินต่อดี หรือเดินกลับดี ก็หันไปสบตากับชายร่างเล็กคนนึง เดินเอามือล้วงกระเป๋า เดินเนิบๆ ชิวๆ เราเลยชวนเค้าคุย ถามว่าเค้าจะเดินต่อไปเหรอ มันร้อนแล้วนะ เค้าบอกกลับมาสั้นๆว่า “Just Try” แล้วเดินต่อ (สำเนียงแบบชิวๆ มาก)  เราเลยหันหน้าสู้แสงแล้วเดินต่อไปตามเค้าแบบเงียบๆ เหมือนต้องมนต์ 

 

เดินแซงไปบ้าง เดินตามเขาบ้าง เดินพร้อมกันบ้างต่อไปสักระยะ ก็เริ่มถามว่าเขาเป็นใครมาจากไหน สรุปได้ว่า เขาคนนั้นเป็นไกด์ ประจำโคตาคินาบาลู นี่เอง ที่เดินช้าๆ นี่ก็เพราะรอแขก ที่กำลังเดินตามหลังมา ..... เวงจริงๆตรู ไอ้เราก็คิดว่านักท่องเที่ยว มิน่าเดินชิวมาก ไกด์หนะรอดแน่ แล้วตรูจะรอดเหรอ  คิดได้แค่นั้น แต่ขาก็ต้องก้าวต่อ เพราะกลัวเสียหน้า 555

 

เดินไปชมวิวไปก็เริ่มสนุก เริ่มหันไปมองคนอื่นที่เดินตามมา คนแก่ก็มีแต่ก็ค่อยๆเดินกันไป ไกด์ก็จะคอยหันไปมอง เริ่มมีแรง ...

 

จนใกล้จะถึงยอดเขา ไกด์เริ่มรีๆ รอๆ เหมือนอยากรอแขกของเขา เราเลยบอกว่าให้เค้ารอตามสบาย ไม่ต้องห่วงเรา เราจะเดินต่อไปเอง ไกด์บอกมีอีกคำว่า “Take care”  เราหันไปมองทางด้านหน้า อีกประมาณ 100 เมตรก็จะถึงยอดเขาแล้ว แต่เส้นทางด้านหน้า เป็นหินที่ทับกันขึ้นไปล้วนๆ มีเชือกให้ปีน เริ่มคิดถึงหน้า Lee ตอนที่บอกให้เราปีนเขาขึ้นไปคนเดียวประมาณว่า ไปได้ ไปเถอะ... นี่อีกแล้วเหรอ... ไปคนเดียวได้จริงๆเหรอ มันชัน และหินเยอะจริงๆนะ จะเหยียบตรงไหนดีล่ะเนี่ย

คิดแล้วไม่รอช้า เพราะมีสองสาวชาวจีนกำลังปีนขึ้นไปพร้อมๆกับเรา มีคนให้กำลังใจอยู่ใกล้ๆ เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ให้กำลังใจอยู่ ปีน ปีน ปีนกันขึ้นไป ในที่สุด เป้าหมายก็อยู่ด้านบนนี่เอง

 

ด้านบนเป็นเพียงแค่แท่นหินและป้ายเล็กๆ ให้ถ่ายรูป แค่เท่านั้นจริงๆ แต่มีคนนั่งอยู่รอบๆบริเวณนั้น ทุกคนหน้าตายิ้มแย้มกล่าว แสดงความยินดีกันอย่างเบิกบาน แท่นหินเล็กๆตรงหน้าสลับกันถ่ายรูป ถ่ายกับป้ายไม้แค่นั้น แต่ถ้าหันหลังกลับไปมองจะเห็นวิวกว้างง ง ง ง  กว้า ง ง งง  ทั้งหมดของยอดเขา ลมพัดแรง เย็นมากๆ เหนือคำบรรยาย จริงๆค่ะ ต้องมาเห็นด้วยตาเท่านั้น

 

ถ่ายรูปและนั่งชื่นชมอยู่คนเดียว ตอนนั้นบอกตรงๆว่า คิดถึงสมาชิกในกลุ่มมาก อยากให้อยู่ด้วยกัน......มาก ๆ เลย.....

 

มองไกลๆ เห็นคนรูปร่างคุ้นๆ เดินแบบเร่งๆขึ้นเขามา และไกด์ของทริปอื่นก็เดินขึ้นมารับเราบอกว่า ไกด์ Lee ของเราขึ้นมาแล้ว เราดีใจมาก รู้สึกหายเหงาลงไป Lee เดินขึ้นมายิ้มแย้ม พร้อมแสดงความยินดีที่มาถึง เราถามถึงเพื่อนทุกคน Lee บอกว่า ฝนลงไปแล้ว ส่วนคนอื่น ถ่ายรูปอยู่ตรง กม.8  แอบเสียดายแทนคนอื่นๆ แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเก็บภาพไปฝาก

 

ไกด์ Lee พาเดินดูวิวบริเวณด้านบน เดินสักพักก็ต้องรีบลงเขา เพราะต้องรีบกลับไปที่พัก วันนี้เราขึ้นมาสายมากแล้ว ไม่ค่อยมีเวลามากนัก แต่ก็ไม่ลืมจะถ่ายรูปกับน้ำแข็งบนภูเขา อากาศเย็นมากจริงๆค่ะ

 

เราใช้เวลาเดินลงไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างทาง สวนกับโกกี่ ตรง กม.8 โกกี่ รีบโชว์รูปถ่ายสวยๆที่ได้มา สวยจริงๆ ฝีมือช่างภาพคนนี้ เลยขอให้โกกี่ถ่ายรูปให้สักหน่อย รูปที่ได้ออกมาสวยมากจริงๆค่ะ  ถ่ายเสร็จก็ทิ้งเพื่อนหันหลังเดินลงเขาต่อไป

 

กลับมาถึงที่พัก ประมาณ 10.30 รีบอาบน้ำ ทานข้าว เตรียมตัวออกเดินต่อ คราวนี้เดินลงเขาอย่างเดียวแล้ว เราเริ่มเดินลงเขาประมาณ 12.30 ใช้เวลาเดินลงเขาอีกประมาณ 6 ชั่วโมง ถึงด้านล่างพอดี 18.30 น. เวลาลงเขาไม่อยากบรรยายเลยค่ะ มันปวดขาไปหมด เดินแบบทรมานมาก แวะตามจุดพักทุก 1 กม. เราเดินขึ้นเขาไม่ค่อยมีปัญหา แต่เวลาลงเขานี่สุดๆจริงๆ  รอบนี้ยอมให้หนุ่มๆแซงไปแบบไม่ตามเลยล่ะค่ะ

 

ลงเขาถึงด้านล่าง ทักทาย ถ่ายรูป และรับใบประกาศซะหน่อยก่อนแยกจาก ... ใบประกาศ แบ่งแยกสีอย่างมีชนชั้น เราได้ใบประกาศเป็สีสันสวยงาม ไว้ทับถมเพื่อนดีนักแล

 

จากตีนเขาวันนี้เราจะกลับไปนอนในเมืองคินาบาลูกัน รถมารอรับเพื่อไปส่งในเมืองคินาบาลู เรานั่งรถต่อกันไปอีก 2 ชั่วโมง ถึงที่พักประมาณสามทุ่มครึ่ง ที่พักที่เราไปพักชื่อ Kinabalu Backpacker เป็นห้องแบบ Dorm อีกเช่นเคย เหมือนจะรักกันมาก แต่จริงๆแล้วเราจะประหยัดงบประมาณหนะค่ะ ที่พักนอนกันแบบสบายๆ 1 ห้องพักได้ 6 คน เรานอนกันสบายๆ หลวมๆ 5 คน เหมือนเดิม

 

ตอนแรกว่าคืนนี้จะไปเดินหาอะไรทานกันต่อ แต่สรุปว่า ไม่มีใครมีแรง ไม่มีใครออกไปไหน นอนกันอย่างเดียวเลย ไม่ได้กะจะเก็บแรงไว้พรุ่งนี้แล้วล่ะค่ะ แต่ไม่มีแรงจะเดินต่อกันแล้วต่างหาก

 --------------------------------------------------------------

วันที่ 4 ยังไม่ได้เริ่มต้น แต่จะตามมาเร็วๆนี้ค่ะ

ใครอยากเที่ยวโคตาคินาบาลู ปรึกษาได้นะจ๊ะ ยินดี ๆ

คุยกับเราได้ทางfacebook ของเราเอง

http://www.facebook.com/okalitoursphuket

add เป็นเพื่อนได้เลยยินดีต้อนรับ.. หรือทาง fanpage

http://www.facebook.com/okalitours

ยินดีรู้จักทุกคนเลยค่ะ  :)

Comment

Comment:

Tweet